กลไกการช่วยเหลือเชิงป้องกัน เพื่อลดภาวะวิกฤตทางการศึกษา

กลไกการช่วยเหลือเชิงป้องกัน เพื่อลดภาวะวิกฤตทางการศึกษา

เด็กและเยาวชนต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตทางการศึกษาในระดับที่รุนแรง ด้วยเหตุการณ์ ปัจจัยที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม อำนาจทางการเมืองที่กดทับ รวมถึงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลเชิงลบในหลายมิติต่อเด็กและเยาวชน ตลอดจนครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองขาดรายได้ฉับพลัน ในขณะที่รายจ่ายภายในครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของเด็กและเยาวชน ความมั่นคงทางอาหารลดลง โดยเฉพาะในครัวเรือนเปราะบาง เด็กและเยาวชนเสี่ยงที่จะมีภาวะทุพโภชนา (ธนาคารโลก, 2564) การปิดสถานศึกษาและการปรับรูปแบบการเรียนการสอน ทำให้เกิดภาวการณ์เรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) โดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวยากจน และในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ขาดการพัฒนายาวนานกว่า 15 ปี ไม่มีไฟฟ้า ขาดแคลนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับการเรียนรู้ และเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ยาก (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, 2564) นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ จากผลการสำรวจขององค์การยูนิเซฟ ปี 2563 พบว่าเด็กและเยาวชนมีความกังวลเกี่ยวกับฐานะการเงินของครอบครัว (ร้อยละ 85) เกิดผลกระทบด้านการศึกษา (ร้อยละ 66) และด้านสุขภาพจิต (ร้อยละ 75) จนอาจส่งผลให้มีเด็กและเยาวชนเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคันเพิ่มมากขึ้น (องค์การยูนิเซฟ, 2565)

จากสถานการณ์ปัญหาที่ซับซ้อนตามสภาพบริบท จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างกลไกเชิงป้องกัน เพื่อให้กลุ่มเด็กเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษามีจำนวนลดลงจนเป็นศูนย์ ซึ่งกลไกที่เป็นระบบและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู่การช่วยเหลือเด็กและเยาวชนให้สามารถคงอยู่ในระบบการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน บทเรียนการดำเนินงานโครงการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในพื้นที่นำร่องจังหวัดยะลา เป็นหนึ่งในกลไกต้นแบบการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษาและสามารถกลับเข้าสู่ภาวะวิถีปกติทางการศึกษา หรือได้รับการศึกษาตามศักยภาพหรือบริบทของตนเอง ซึ่งเป็นกลไกระดับจังหวัดที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นแกนนำ (Core Team) ทำหน้าที่เหนี่ยวนำให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือและการระดมทรัพยากรที่หลากหลาย โดยใช้ระบบการดูแลแบบรายกรณี (Case Management System : CMS) เป็นแนวคิดการจัดบริการที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสหรือผู้อยู่ในภาวะยากลำบากที่มีปัญหายุ่งยากและซับซ้อนในการดูแลหรือแก้ไขปัญหา พร้อมกับมีคณะกรรมการ CMS ซึ่งเป็นทีมสหวิชาชีพจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในการช่วยดูแลเด็กและเยาวชนในพื้นที่ อีกทั้งยังมีผู้จัดการรายกรณี (Case Manager : CM) ทำหน้าที่ค้นหา ออกแบบแผนการดูแล (Care plan) ติดตามและประเมินผลการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษาอีกด้วย นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมคณะทำงานด้วยโมเดลการพัฒนาคนแบบ 3A ประกอบด้วย 1) Awareness มีใจและจิตวิญญาณในการพัฒนาเด็กและเยาวชน 2) Ability มีความรู้ความเข้าใจในการช่วยเหลือและแก้ปัญหา ทำงานเป็นทีม และ 3) Associations มีมนุษยสัมพันธ์กับเด็ก เยาวชน เพื่อนร่วมงาน และทุกคนที่เกี่ยวข้อง ดังตัวอย่างเรื่องเล่าถอดบทเรียนจากกรณีศึกษา ด.ญ.ดี อายุ 13 ปี แต่กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และแนวทางการช่วยเหลือผ่านกลไกระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ดูแลรับผิดชอบต่อเด็กและเยาวชนอย่างมีคุณภาพยิ่ง

ข่าวการศึกษา

ด.ญ.ดี เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษากลางคันด้วย 2 สาเหตุหลัก คือ 1) สาเหตุจากการประสบอุบัติเหตุของบิดา ทำให้ขามีอาการปวดเรื้อรัง เดินกะเผลก ทำงานไม่สะดวก และมารดามีอาการทางประสาทมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ลงโทษบุตรหลานตนเอง เพราะดื้อไม่เชื่อฟัง และ 2) สาเหตุจากการประสบปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้ปกครองถูกเลิกจ้าง จากการรับจ้างถางป่า และรายได้จากการกรีดยางลดน้อยลง 3 กิโลกรัม 100 บาท จากทั้งสองสาเหตุส่งผลให้ผู้ปกครองของ ด.ญ.ดี ไม่สามารถให้การอุปการะด้านการศึกษาให้กับ ด.ญ.ดี ได้อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ ด.ญ.ดี ไม่สามารถไปเรียนได้ในช่วงที่โรงเรียนเปิดเรียน on-site ทำให้มีเวลาเรียนเพียงร้อยละ 5 ของเวลาเรียนทั้งหมด นอกจากนี้เมื่อโรงเรียนจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ On-line และ On-Demand ซึ่งต้องอาศัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับการเรียนรู้ ด.ญ.ดี ไม่สามารถเข้าเรียนได้ ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ภูมิหลังเชิงลึกของ ด.ญ.ดี พบว่ามีปัญหาที่ทับซ้อนเป็นอย่างมาก ทั้งด้านครอบครัว ที่มีฐานะยากจน ไม่มีที่ดินทำกินและที่ดินสำหรับจัดตั้งที่อยู่อาศัยของตนเอง มีภาวะพึ่งพิง ต้องเลี้ยงดูสมาชิกในบ้านกว่า 10 คน มีภาวะดาวน์ซินโดรมและออทิสติก จำนวน 4 คน

ด้านผู้ปกครอง มีกรอบความคิด (Mindset) ที่ยอมจำนนต่อความยากจน หวาดระแวงกับความช่วยเหลือ ไม่ไปพบแพทย์ ไม่ดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ และด้านนักเรียน ได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม ถูกกระทำความรุนแรงจากคนในครอบครัว เป็นเด็กที่มีความพึงพอใจในตนเอง (Self-esteem) ต่ำ ดื้อเงียบ และเรียนรู้ช้า

แนวทางการให้ความช่วยเหลือตามกลไกจังหวัดอย่างเป็นระบบเชิงบูรณาการ ผ่านทีมสหวิชาชีพ โดยเริ่มตั้งแต่ครู ซึ่งเป็นผู้จัดการรายกรณี ทำหน้าที่คัดกรอง โดยลงพื้นที่หาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเหตุปัจจัยที่จะทำให้เด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา วางแผนและดำเนินตามแผนการดูแล (Care Plan) รวมถึงแจ้งข้อมูลให้แกนนำ (Core Team) และคณะกรรมการ CMS 4 ฝ่าย ได้แก่ 1.สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 2.สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด 3.สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และ 4.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทราบ เพื่อร่วมกัน พิจารณากำหนดแนวทาง วิธีการ เงื่อนไข ในการให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา รวมถึงกำหนดอัตราการให้เงินช่วยเหลือ วิธีการให้ความช่วยเหลือและแนวทางการส่งต่อไปยังหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักเพื่อ

การส่งต่อเด็กและเยาวชน เช่น ด้านสถานที่อยู่อาศัย อบต. เข้ามาซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ด้านการเงินและการเลี้ยงชีพ โดย อบต. และ อสม. ลงเยี่ยมบ้าน เบื้องต้น พร้อมประสาน อบต.ในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พมจ. ให้ขึ้นทะเบียนผู้พิการ และรับเงินสงเคราะห์คนพิการ ด้านสุขภาพ โดย อสม.ประสาน รพ.ศูนย์กาบัง ตรวจสุขภาพเบื้องต้น และส่งบำบัด/รักษา ด้านการศึกษา กสศ.ให้ทุนเด็กภาวะวิกฤตทางการศึกษา และทุนเสมอภาคทางการศึกษา ครูผู้จัดการรายกรณี ค้นพบความใฝ่ฝันของ ด.ญ.ดี คือ อยากมีร้านขายของเป็นของตนเอง จึงเปิดพื้นที่ในโรงเรียนให้ ด.ญ.ดี ได้มีโอกาสขายของเพื่อกระตุ้นพัฒนาการเรียนรู้ เป็นต้น ตลอดจนติดตามประเมินผลการให้ความช่วยเหลือจนสำเร็จ

จากบทเรียนกรณีศึกษา ด.ญ.ดี จะเห็นได้ว่าเด็กที่อยู่ในภาวะเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา มักถูกกดทับด้วยสถานการณ์ปัญหามากกว่า 1 สาเหตุที่มีความสัมพันธ์กัน ดังนั้น จึงส่งผลต่อการออกแบบแนวทางการช่วยเหลือที่ต้องยึดหลักการวิเคราะห์สภาพปัญหาเชิงลึกอย่างครอบคลุมทุกมิติที่เป็นต้นเหตุของปัญหา และอาศัยกลไกระดับจังหวัดในการสร้างเกราะป้องกันที่เข้มแข็งด้วยการระดมทรัพยากรและความร่วมมือ ทั้งการทำงานร่วมกับผู้ปกครองและการสร้างอาชีพ การพัฒนาครูและสถานศึกษา การจัดระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศ การระดมเงินทุน การเตรียมความพร้อมคนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ ทุกการแก้ปัญหาในแต่ละด้านต้องเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ไปพร้อมๆ กัน และต้องใช้เวลา เพราะการแก้ไขปัญหาบางปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้เห็นผลสำเร็จภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว จึงจะเกิดเป็นรูปแบบที่ยืดหยุ่นสำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาที่สามารถจับต้องได้อย่างแท้จริง

เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ล้วนมีโอกาสเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาถึง 90% ถ้าไม่มีครูผู้จัดการรายกรณี และกลไกจังหวัดที่ทำงานร่วมกัน (อบจ.) เด็กอาจหลุดและหายไปอย่างเงียบเชียบ นี่คือสังคมไทยที่มีนโยบายไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่มีเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบโรงเรียน ในปี 2565 นี้ ถึง 238,700 คน